Botox-Filler
การลดริ้วรอย(โบท็อก)
ริ้วรอยคือสัญญลักษณ์ของวัยที่เปลี่ยนไปซึ่งยากที่จะหลีกเลี่ยงได้ แต่ด้วยนวัตกรรมทางการแพทย์ในปัจจุบันสามารถชลอและยับยั้งริ้วรอยได้เป็นอย่างดี
ริ้วรอยมีกี่ชนิด
ริ้วรอยแบ่งได้เป็น 2 ชนิดคือ ริ้วรอยที่มองเห็นในสภาพปกติ (Static wrinkles) และ ริ้วรอยที่เกิดขึ้นเฉพาะเวลาแสดงอารมณ์ (Dynamic wrinkles) เช่น รอยตีนกา รอยขมวดคิ้วหรือรอยย่นหน้าผาก เป็นต้น ซึ่งมักจะพบควบคู่กันเสมอ
การรักษาริ้วรอยทำได้อย่างไรบ้าง
ขึ้นกับชนิดของริ้วรอยเป็นหลัก ในกรณีที่เกิดเฉพาะเวลาแสดงสีหน้าหรืออารมณ์ เช่น รอยตีนกา รอยย่นหน้าผาก รอยขมวดคิ้ว หรือรอยย่นจมูก การใช้ยาในกลุ่มโบทุลินุ่มท็อกซินหรือ โบท็อกจะได้ผลเป็นอย่างดี แต่ถ้าเป็นริ้วรอยหรือร่องที่เห็นชัดในสภาพปกติ การใช้สารเติมแต่งจะได้ผลดีกว่า
การฉีดโบท็อกจะทำให้กล้ามเนื้อเป็นอัมพาตจริงหรือไม่
ยาโบทุลินุ่มท็อกซินหรือโบท็อก ทำให้กล้ามเนื้อที่เป็นสาเหตุของริ้วรอยบนใบหน้าหยุดทำงานชั่วคราวเท่านั้น ไม่ถึงกับอัมพาตแต่อย่างใด เมื่อถึงเวลาหนึ่งประมาณ 4-6 เดือน ฤทธิ์ของยาก็จะหมดไปกล้ามเนื้อก็สามารถกลับมาทำงานได้ตามเดิม (ริ้วรอยก็กลับมาเช่นกัน)
คอลลาเจนต่างกับโบท็อกอย่างไร
คอลลาเจนเป็นสารเติมแต่งชนิดหนึ่งที่ถูกนำมาใช้เพื่อการเติมแต่งร่องต่างๆ ให้เต็มหรือตื้นขึ้น ไม่มีผลต่อการทำงานของกล้ามเนื้อเหมือนโบท็อก จึงใช้สำหรับริ้วรอยหรือร่องที่เป็นชนิด Static โดยเฉพาะ เช่น ร่องแก้ม รอยขมวดคิ้วที่ลึก เป็นต้น
การฉีดโบท็อกก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้หรือไม่ อย่างไร
การรักษาด้วยโบท็อกสำหรับแพทย์ที่ขาดความชำนาญ อาจทำให้กล้ามเนื้อข้างเคียงได้รับผลกระทบไปด้วย เช่น หนังตาตก มุมปากตก เห็นภาพซ้อน หรือถุงใต้ตา เป็นต้น อย่างไรก็ตามอาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นชั่วคราวเท่านั้น เมื่อยาหมดฤทธิ์อาการเหล่านี้ก็จะหมดไปด้วย
การฉีดโบท็อกไปนานๆ จะมีผลเสียหรือไม่อย่างไร
เท่าที่ทราบในขณะนี้ยังไม่พบว่ามีผลเสียที่ร้ายแรงแต่อย่างใด นอกจากในบางรายที่สร้างภูมิขึ้นมาต่อต้านยาทำให้การใช้ในครั้งหลังๆ ไม่ได้ผลเท่าที่ควร
สารเติมแต่ง
สารเติมแต่งเป็นสารสังเคราะห์ที่สกัดจากธรรมชาติ หรือสังเคราะห์ขึ้นใหม่ด้วยขบวนการทางเคมี แล้วนำมาฉีดเข้าสู่ผิวหนังของเรา เพื่อเพิ่มปริมาตรในส่วนนั้นๆ ให้เต็มขึ้น
สารเติมแต่งนอกจากคอลลาเจนแล้วมีอะไรบ้าง
สารเติมแต่ง (Filler) นอกจากคอลลาเจนแล้วยังมีอีกมากมายหลายชนิด บางชนิดก็สกัดจากสารธรรมชาติ เช่น สารเติมแต่งในกลุ่มคอลลาเจน ,กลุ่มไฮยาลูโรนิกแอซิด (Hyaluronic acid) ได้แก่ Hylaform ,Restylane เป็นต้น ซึ่งสารพวกนี้มีความปลอดภัยสูงและอยู่ไม่นาน (น้อยกว่า 1 ปี) สารเติมแต่งอีกพวกหนึ่งเป็นสารสังเคราะห์ขึ้นมา เช่น ซิลิโคนเหลว,สารไบโอพลาสติด, Hydrogel เป็นต้น สารเหล่านี้มักจะอยู่ในร่างกายได้นานกว่าซึ่งก็อาจก่อให้เกิดปัญหาในภายหลังเช่นกัน
เราควรเลือกสารเติมแต่งชนิดไหนดี
สารเติมแต่งชนิดถาวร เช่น ซิลิโคนเหลวหรือสารไบโอพลาสติด มีรายงานถึงภาวะแทรกซ้อนเป็นจำนวนมากเนื่องจากสารทั้งสองมีอนุภาคของซิลิโคนเป็นส่วนผสมทั้งคู่ ซึงร่างกายไม่สามารถกำจัดออกไปได้ เวลามีปัญหาก็แก้ไขได้ยากมาก ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยสารเติมแต่งชนิดไม่ถาวรจึงน่าจะมีความปลอดภัยมากกว่า
ทำไมบางแห่งจึงบอกว่าเป็นคอลลาเจนถาวร
ในปัจจุบันยังไม่มีคอลลาเจนชนิดถาวรแต่อย่างใด โดยปกติแล้วคอลลาเจนสามารถอยู่ในร่างกายเราเพียง 4-6 เดือนเท่านั้นแล้วก็จะสลายตัวไป แต่เนื่องจากการผลิตคอลลาเจนในอดีตมักสกัดมาจากสัตว์จึงทำให้เกิดการแพ้ได้ง่าย ปัจจุบันจึงมีการใช้น้อยลง แต่ที่ยังได้ยินเรื่องคอลลาเจนอยู่เรื่อยๆจึงเป็นการกล่าวอ้างเพื่อให้เข้าใจง่ายเท่านั้น ซึ่งความจริงน่าจะหมายถึงสารเติมแต่งมากกว่า
สารเติมแต่งก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้หรือไม่
แน่นอน เนื่องจากสารเติมแต่งมีมากมายหลายชนิด การเลือกใช้จึงต้องเป็นแพทย์ที่มีความรู้และประสบการณ์เท่านั้น การเลือกใช้สารที่ผิดและรักษาผิดวิธีอาจทำให้เกิดการติดเชื้อ การเกิดเป็นรอยนูนแดงในบริเวณที่ฉีด เป็นต้น ซึ่งถ้าเป็นชนิดถาวรจะแก้ไขได้ยากมาก
การใช้สารเติมแต่งคู่กับโบท็อกจะได้หรือไม่
การใช้สารโบท็อกคู่กับสารเติมแต่งในบางตำแหน่งจะทำให้การคงอยู่ของสารเติมแต่งอยู่ได้นานขึ้น เช่น รอยหางตา รอยขมวดคิ้วและรอยย่นหน้าผาก เป็นต้น แต่ทั้งนี้คงต้องพิจารณาเป็นรายๆ ไป